Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 06/30/2010 08:34 pm by admin
วันก่อนพี่สาวโทร.มาถามไถ่ว่า ที่ กทม. น่ะ เครื่องเล่นซีดี ราคาแพงไหม ตอนนี้ อาจารย์ได้ให้แผ่นซีดีเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษมา ให้ฟัง (เขากำลังเรียน ป.ตรี ของ มหามกุฎราชวิทยาลัย) ต้องหาเครื่องสำหรับฟังแผ่นนี้ จะได้เรียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น เขาบอกว่าไปหาในร้านที่สงขลาแ้ล้ว มันราคาแพง คิดว่าที่ กทม.น่าจะมีหลากหลายและราคาไม่น่าจะแพง… งานเข้าล่ะทีนะ
วันนี้เลยไปเดินดูตอนบ่าย ๆ ก่อนเลิกงาน (ก็ออกไปเวลางาน แต่ไม่ได้หนีงานนะ) ในใจก็คิดว่า มันก็ต้องมีแหละ แหมอยู่ตั้ง กทม. ศูนย์กลางซะขนาดนี้…. ที่ไหนได้ครับพี่น้องคับ. ไอ้ที่อยากได้คือ เครื่องเ่ล่นซีดีแบบพกพา ที่เขาเรียกกันว่า วอล์กแมนน่ะ เอาแบบถูก ๆ ฟังแผ่นซีดีได้ ไม่ต้องมีภาพ ไม่ต้องมี FM ไม่ต้อง ดู DVD หร๊อก…
เดินหาอยู่ 2 ตลาด ตรงคลองถม และตรงสะพานเหล็ก ก็พอมีนะ แต่แบบว่า ต้องเดิน 2 รอบ กว่าจะเจอ แล้วก็เจอแบบที่เป็นของที่มีอยู่แค่เนี๊ยะ ไม่มีอันใหม่นะ ราคาก็ไม่ใช่ว่าจะถูกนะ เลือกก็ไม่ได้ คนขาย (ผมไม่เรียกว่าพ่อค้า-แม่้ค้าหรอก คุณสมบัติไม่พอ) เขาทำท่าจะไม่สนใจที่เราไปถามหาสิ่งนี้ เพราะตอนนี้ เขาไม่มีสินค้าขายกันแ้ล้ว เขามีแต่แบบ ดู DVD มีจอขนาด 5 นิ้ว 7 นิ้ว หรือ 9 นิ้ว มีฟังชันการเล่นเยอะแยะ แล้วก็ราคาแพงมากด้วย
โหยยยยย.. นี่เราตกยุค ขนาดยังคิดว่า เครื่องเล่นซีดีแบบพกพาโบราณ ๆ นั่นมันยังมีอีกหรอ สมน้ำหน้าแล้วแหละที่ไปเดินถามให้คนขายมันมองแบบหยามเหยียดซะงั้น สรุป ไม่มีสิ่งที่ต้องการ เดินเหนื่อขาลากเลยอ่ะ เดินไป เดินกลับ เลยไม่ต้องไปวิ่งออกกำลังกาย เพราะ แค่นี้เหงื่อก็ท่วมตัวซะแล้ว….
ถึงจะตกยุคแต่ก็ยังทันสมัยอยู่นะ
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 06/29/2010 07:17 pm by admin

ปิดฉากการสัมมนาด้วยความชื่นมื่น ผู้เข้ารับการสัมมนาอิ่มกับความรู้ที่ได้รับ และพอใจกับการได้แสดงความคิดเห็น ฝ่ายเจ้าหน้าที่จัดการสัมมนา ก็พอใจกับผลที่สำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนวิทยากรก็น่าจะดีใจกับความรู้ที่ได้ถ่ายทอดแล้วมีผู้รับ รับได้ในสัดส่วนที่เยอะ….
ส่วนตัวผม การทำงานในวันนี้ แม้จะมองว่าก็เป็นงานทีน่าจะถนัด แต่ก็ไม่ได้บอกว่า วันนี้ทำได้ดีที่สุด ยังคงพบสิ่งที่บกพร่องหลาย ๆ จุด เช่น การที่จะต้องเข้าไปร่วมเอนเตอร์เทนกับวิทยากร ยังทำได้ไม่ราบรื่นเท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่ง ไหวพริบและปฏิภาณยังไม่ถึงก็อาจจะเป็นได้ หรือความประมาท หรือจะเป็นด้วยการคุยในสิ่งที่ไม่ค่อยถนัดสักเท่าได แต่โดยรวมก็คือ ยังไม่ได้ทำตัวเองให้พร้อมสำหรับการร่วมกิจกรรม แต่ก็ถ้ามีโอกาสต่อไป เหตุการณ์แบบนี้น่าจะดีขึ้นนะ
อย่างน้อย ๆ วันนี้ ก็มีคนยังชมอยู่บ้าง เป็นพี่จากสำนักอนามัย เขาชมความเป็นคนรุ่นใหม่ หน้าตาสดใส ก็จะพยายามรักษาความใหม่สด ไว้ ด้วยการเพิ่มพูนและฝึกฝนการทำหน้าที่ตรงนี้ให้มากกว่าเดิมต่อไป
การสัมมนานี้ ได้ให้ข้อคิดสำหรับตัวเองว่า ระบบใหม่ของราชการ เน้นการให้รางวัลและค่าตอบแทนแก่คนที่มีมูลค่า ดังนั้น เราก็ควรจะพัฒนาตัวเองให้มีมูลค่าสำหรับองค์กร และเพื่อนร่วมงาน แล้วเราก็จะไม่หายไปจากพวกเขาแน่นอน…
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 06/28/2010 11:34 pm by admin
กับวันทำงานที่ต้องเจอผู้คนมากมายหลากหลาย ได้เห็น ได้รู้ ได้คิด ได้พูด และก็ได้ข้อสรุป ให้กับตัวเองที่ต้องบอกว่า อนิจจัง คนที่มิใช่ ก.ก. ยังงัย ก็ไม่ใช่ ก.ก. อยู่วันยันค่ำ (งงนะเนี่ยะ)
ด้้วยความที่เกิดมาจาก ก.ก. (กองอัตรากำลัง) มาแต่อ้อนแต่ออก รักก็รักอยู่ จะไม่รักก็เพราะ BigBoss ที่ผ่านมาและผ่านไปหลาย ๆ คน หาทางที่จะถีบตัวเองออกไปก็หลายรอบแต่ไม่สำเร็จ จนตอนนี้ เลิกคิดแล้ว … ลึก ๆ ในใจที่เบื่อองค์กรนี้ แต่ลึกยิ่งกว่านี้คือความรักและหวงแหน ไม่อยากให้ใครมาว่า ใครมาทำลาย หรือใครมาทำให้องค์กรนี้เสื่อม…
ที่ผ่านมา โดยส่วนตัว ไม่เคยคิดอยากทำให้องค์กรนี้ต้องเสียหาย ไม่เคยประจานหน่วยงานตนเองให้ใคร ๆ ดูแย่มากมาก (อาจจะมีบ้าง ประชดประชันแกมตัดพ้อ) แต่ก็ไม่คิดว่าวันนี้จะเจอเหตุการณ์ที่ไม่อยากเจอในกิจกรรมของ กอก. ซึ่งคงไม่บันทึกเอาไว้ เพราะอยากจะลืมไปดีกว่าจำไว้…
สัมมนาที่กำลังจะสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ ส่วนดีที่ได้รับมีมากมาย ทั้งได้รับในฐานะของการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมดำเนินการให้งานครั้งนี้สำเร็จลงด้วยดี ได้เจอทีมงานที่ดี ๆ เทคนิคเยี่ยม ๆ วิทยากรเก่ง ๆ และในฐานะของผู้รับฟังข้อมูล ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลเด็ดจาก ก.พ. หรือข้อมูล ห่วย ๆ จาก คนสีเดียวกันก็ตาม…
วันนี้ เราต้องเดินทางต่อไป จะตามโลกทันหรือไม่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนที่สุด เราจะก้าวทันหรือไม่ทัน เราก็ต้องก้าว ตราบใดที่เรายังก้าวเท้าเดิน เราก็จะเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามเราหยุด เราก็จะตกยุคไปทันที ทุกเรื่องทุกเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เสมอนะ…

Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 05/05/2010 06:19 am by admin
“ด้วยการครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทยทุกคนไม่เคยเว้นแม้แต่คนเดียว ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ในวันนี้คนไทยเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ชาวสยาม ไม่เคยคิดที่เปลี่ยนแปลงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไปเป็นชาติอื่นใดเลย” นั่นคือความคิดของผมเอง ซึ่งคิดว่าได้สะท้อนความคิดของหลาย ๆ คนได้…
วันฉัตรมงคล วันนี้ เป็นวันที่ระลึกถึงการบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกรไปทั่วโลกของในหลวง หรือ พ่อหลวงของเรา
ผมขอเทิดทูนบูชา และมอบกาย วาจา และใจ ถวายเป็นพระราชกุศล และยึดมั่นคำสัญญากับตัวเองที่จะปกป้องและรักษาองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนไทยเมืองไทยตลอดไป
ผมเป็นคนไทย รักเมืองไทย คงไม่มีที่ใดในโลกนี้ดีกว่าเมืองไทยบ้านเกิดผมอีกแล้ว เหมือนกับเพลงนี้…
เพลงแผ่นดิน
ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น
เท่ากับดินที่คุณถือกําเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง
เท่ากับดินที่ลงสํามะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน
เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย
เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์
ไม่มีชายหญิงใดมีชีวิต
หมกมุ่นครุ่นคิดแต่สืบพันธุ์
ไม่มีชายหญิงใดมัวแต่ฝัน
ถึงแต่ตนทุกวันทุกเวลา
ไม่มีชายหญิงใดไม่เคยคิด
ถึงชีวิตต่อไปภายภาคหน้า
ไม่มีชายหญิงใดไม่อ่อนล้า
ร่วงโรยชราไปตามกัน
** อย่ามัวแต่ฝัน อย่ามัวแต่คิด
ฝันถึงคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว
เห็นแก่ตัวคนเห็นแก่ตัว
แผ่นฟ้าจะมัวแผ่นดินจะหมองนองนํ้าตา
(ซํ้า *)
ไม่มีชัยชนะใดยิ่งใหญ่
เท่ากับชัยชนะเหนือใจตน
ไม่มีภัยผองใดเหี้ยมโหดร้าย
เท่ากับภัยผองไทยทําลายตน
ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่
บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
(ซํ้า **)
แผ่นดินเดือดร้อน (ผู้คนหมองไหม้)
ผู้คนใจร้าย (แผ่นดินเดือดร้อน)
แผ่นดินเหือดหาย (ผู้คนหมดสิ้น)
หมดสิ้นแผ่นดิน (หมดสิ้นเผ่าพันธุ์)
(ซํ้า *)
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย
เท่ากับผืนดินไทยของคนไทย
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 05/01/2010 09:33 am by admin
เป็นคนที่ทำงานโดยตำแหน่งแล้วมิได้สื่อว่าจะต้องใช้แรงในการทำงาน แต่ความจริงที่เป็นไปตลอดมาหลาย ๆ ปี ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล กองอัตรากำลัง นั้น การทำงานส่วนใหญ่ ใช้แรงเป็นหลัก (จริง ๆ มีคนยืนยันได้)
แต่ก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไรมากนักกับวันแรงงาน เป็นวันหนึ่งที่คนใช้แรงงานจริง ๆ จัง ๆ จะได้หยุดพักผ่อน หรือหยุดไปประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม (จริงหรือไม่) ให้กับตัวเองและพวกพ้อง…
และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ทางราชการให้หยุด แต่ก็ใช้เวลาของวันหยุดนี้มาทำงานเสริม (เสริมรายได้ เสริมประสบการณ์ เสริมความเหนื่อยให้กับชีวิต ฯ) ที่ตลาดนัดจตุจักร 2 เมืองมีน หลังจากที่หยุดการทำงานที่นี่ไปเดือนกว่า ๆ เนื่องจากภารกิจมากมายที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Posted in ร่มเงาแห่งกุศลกรรม on 04/28/2010 12:58 pm by admin
วันนี้เป็นวันพระ พระจันทร์เต็มดวงเดือนหก ถ้าเป็นปีปกติก็จะเป็นวันวิสาขบูชา แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีอธิกสุรทิน คือ มีเดือน 8 สองครั้ง จึงทำให้วันวิสาขบูชาเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือน 7 แทน คือวันที่ 28 พฤษภาคม โน่น เลย…
หลังจากทำหน้าที่เป็นเด็กวัด เดินตามอาจารย์บิณฑบาตรตอนเช้า เลยถือโอกาสวันพระ วันเพ็ญ วันนี้ สมาทานศีล 8 เพื่อถือเป็นข้อปฏิบัติของตัวเองสำหรับวันนี้
“อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลา นิยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลา นิยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐา สีลา นิยาจามิ”
(ที่มา)
จากนั้นก็รับศีลจากท่านอาจารย์ ซึ่งกล่าวโดยรวมให้ละเว้นข้อต่าง ๆ ดังนี้
ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฆ่าสัตว์
อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการลักสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้
อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึงวันใหม่)
นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี
(ที่มา)
ที่สำคัญคือ ขอศีลมาแล้ว ต้องรักษาให้ได้ อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แต่คิดว่าคงจะไม่ลำบากแต่งอย่างใด ปฏิบัติตนอย่างมีสติก็จะไม่ทำให้ศีลบกพร่องแน่นอน..
มีโอกาสค้นคว้าเรื่องราวที่มีผู้บันทึกหรือแบ่งปันไว้ ได้เจอเรื่อง “ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ” เป็นเรื่องน่าอ่านมาก ลองเข้าไปอ่านดูนะ อาจจะยาวหน่อยแต่ก็มีสาระและคุ้มกับเวลาในการอ่านแน่นอน
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 04/25/2010 10:27 pm by admin
ผ่านมาแล้ว 50 วันกับการเดินทางไกลของพ่อลุง แม้หลาย ๆ ครั้งเราจะบอกกันว่า ท่านไปสบาย ท่านไปสงบ และรู้สึกใจหายกับการด่วนจากไป แต่ความจริงก็คือความจริง นั้นคือ สัจธรรมที่ไม่มีใครในโลกนี้แม้แต่คนเดียวที่จะหลีกหนีความตายได้…
สิ่งที่ได้คิดในวันนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เคยคิด เคยสอนตัวเองอยู่เสมอ เกี่ยวกับการสรรหาของกินให้กับคนที่รักและเคารพที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาอยากกินอะไร ก็จงรีบหามาให้เขากิน โดยเร็วไว หากเมื่อใดที่เขาลาลับจากเราไปแล้ว การทำบุญส่งกุศลไปให้ ใครจะยืนยันได้ว่า เขาได้รับ ได้กินสิ่งที่เราได้ทำบุญไปให้…
อีกอย่างที่ ได้รับตอนสุดท้ายของกิจกรรมทำบุญ คือ การที่ต้องนำอัฐิไปบรรจุไว้ในช่องของกำแพง เป็นช่องสี่เหลี่ยมที่เจาะบนผนังกำแพง กว้างยาวประมาณไม่เกินฟุต และลึกเข้าไปไม่เกินครึ่งฟุต เอาโหลอัฐิวางไว้แล้ววางเงินเหรียญเพื่อซื้อที่ทาง (เจ้าหน้าที่วัดบอก) (ส่วนผมได้วางแบงค์ร้อยไว้ด้านหลังโหลอัฐิ) จากนั้นก็ปิดช่องนี้ด้วยแผ่นหินอ่อนที่สลักชื่อเสียงเรียงนาม บอกว่าเกิดและวันตาย มีรูปถ่ายสมัยที่รับราชการเป็นภาพขาวดำเล็ก ๆ ปิดอยู่ ….
แค่นี้เองครับ บั้นปลายของสิ่งที่เราทุกคนแสวงหา เมื่อมีชีวิต แสวงหาบ้านหลังใหญ่ ๆ สวนสวย ๆ ต้นไม้ร่มรื่น และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมี หน้าดำหน้าแดงทำมาหากิน หาเงินจำนวนมากมายก่ายกองจนใช้ไม่หมด หรือใช้ไม่พอก็แล้วแต่ แต่ละคน แต่สุดท้าย ล้มหายตายไปแล้ว ที่ที่บรรจุร่างของตัวเองก็แค่ กล่องสี่เหลี่ยมพอตัว จากนั้นก็โดนเผาไฟไหม้หมดสิ้น เสื้อผ้า เส้นผม ผิวหนังร่างกาย เหลือเพียงเถ้ากระดูกเล็กน้อย และสุดท้ายคนที่อยู่ด้านหลังก็นำมาวางไว้ในช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ และมีเงินเหรียญไม่กี่เหรียญวางไว้เท่านั้นเอง … เท่านั้นเองจริง ๆ

สุดท้าย จะทำบุญใหญ่โต เจ็ดวัน ห้าสิบวัน หรือร้อยวัน หรือทุกปีก็ตาม หากสักกันแต่จ่ายเงินซื้อของถวายพระ แต่มิได้สำรวจกาย วาจา ใจ ฟังพระสวดมนต์ รับศีล และอุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับแล้วไซร้ การทำบุญนั้น ๆ ก็ไร้ค่า ไม่เกิดผลแน่นอน มาทำบุญ ขอให้บุญเกิด แล้วจึงอุทิศบุญและกุศลให้คนที่เราจะให้เขาดีกว่านะ แล้วเราจะได้ชื่อว่า เข้าวัดและถึงวัดจริง ทำบุญแล้วได้บุญจริง อุทิศกุศล แล้วเขาก็จะได้กุศลจริง ๆ

[ดูภาพเพิ่มเติม]
Posted in ร่มเงาแห่งกุศลกรรม on 04/22/2010 05:42 am by admin
ในการปฏิบัติธรรม คนส่วนมากมักจะมีคำถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิบัติถึงไหนแล้ว และก็มักจะได้คำตอบว่า การปฏิบัตินั้น ใครทำผู้นั้นก็จะรู้ด้วยตนเอง จนแล้วจนรอด บางคนหรือหลาย ๆ คนก็ไม่รู้กันอยู่ดี…
ภูเตศวร ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ว่า “ จะสามารถรู้จักขั้นตอนของสมาธิ หรือความสำเร็จได้จากเครื่องหมายบอก ที่เรียกว่า “นิมิต” ซึ่งหมายถึง อารมณ์ ที่เกิดใจจิต มิใช่การเห็นภาพอย่างที่เข้าใจกัน ตัวอย่างเช่น บางคน เมื่อจิตเริ่มรวมตัวได้เล็กน้อย ก็อาจมีอาการ ตัวเบา หรือ น้ำตาไหล หรือ รู้สึกว่า แขนขาหาย หรือ มีอาการขนลุกซู่ อาการเหล่านี้เป็นอารมณ์ที่เรียกว่า “ปีติ” หากจิตรวมตัวกันเข้าจนถึงขั้นเฉียดฌาน หรือใกล้สู่ อัปปนาสมาธิ หลาย ๆ คนมักจะเห็น อุคคหนิมิต หรือหลายคนเรียกว่า แสงโอภาส เป็นดวงขาวหรือเหลือหรือแดงขึ้นในจิต และจิตของตนจะขานเองชัดเจนว่า อุปจารสมาธิ ”
“ การเข้าสู่อารมณ์ ปีติ นั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ระงับ ปีติ ลงให้ได้ด้วย สติ ที่กล้ากว่า … สัมผัสรู้ถึงปีติ รู้ถึงขีดขั้นแห่งอารมณ์นั้นด้วยใจเป็นกลาง ๆ เหมือนคนมองเห็นอะไรผ่านหน้าด้วยความปกติ ไม่ตื่นเต้น เมื่อเพ่งจิต… เพ่งสติเข้าสู่ความสว่างนั้นไปเรื่อย ๆ ปีติที่ก่อตัวขึ้นจะค่อย ๆ หายไป กลายเป็น สุข ที่มีความปลอดโปร่ง ความสบายอิ่มเอิบใจอย่างยิ่ง ”
หลายคนมักจะติดหล่มหลุมแห่งความสุขนี้จนลืมการปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าต่อไป อย่างที่เคยได้ยินว่า ติดสุขในสมาธิเข้าแล้วงัย
ภูเตศวรกล่าวว่า ที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นนั้น จะเป็นอาการของการทำ สมถกรรมฐาน ถือว่าเป็นลักษณะการทำจิตให้สงบจากอารมณ์ร้อยรัดทั้งปวง จะปฏิบัติได้ถึงไหนอย่างไรไม่สำคัญ เพราะการทำสมถภาวนานั้น ผู้รู้ได้อุปมาเหมือนกับ ก้อนหินทับหญ้า ยามยกก้อนหินออก หญ้าก็จะงอกงามขึ้นใหม่อีก…
นี่เป็นความเข้าใจส่วนหนึ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือของ ภูเตศวร ที่ได้อธิบายความต่างกันระหว่าง สมรถรรมการ และวิปัสนากรรมฐาน ในหนังสือ ธรรมะ 5 นาที รวมบทความธรรมะของ ภูเตศวร เล่ม 3 บางครั้งก็คุยกับใครหลาย ๆ คนว่า ตัวเองก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แต่พอถามตัวเองว่า ที่บอกว่าปฏิบัติธรรมน่ะ ปฏิบัติอะไร ยังงัย ก็ยังอ้อม ๆ แอ้ม ๆ อยู่ เนื่องจากไม่มีหลักในการให้คำตอบกับตนเอง ฉะนั้น ต่อไปก็สามารถพิจารณาได้ว่า ตนเองปฏิบัติไปนั้นมีลักษณะอย่างไร และจะได้บอกคนอื่นที่สงสัยได้เช่นกัน
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 04/14/2010 03:47 pm by admin
ในที่สุดก็ผ่านไปอีกวันที่ต้องมาอยู่เวร (ที่กอง) ใคร ๆ ต่างก็พูดกันว่า ไม่เห็นจะดีเลยที่ต้องมาอยู่เวรในวันหยุดแบบนี้ โดยเฉพาะต้องมาอยู่วันสงกรานต์ด้วยแล้วยิ่งแย่ใหญ่เลย เหมือนน้องใหม่ ที่เคยบ่นไว้เมื่อตอนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ ว่า แหม๋ เข้ามาทำงานก็ต้องมาอยู่เวรเลย แล้วนี่ถ้าวนมาอยู่ตอนสงกรานต์คงแย่มากแน่ ๆ ก็นับว่าเป็นโชคดีของเขานะที่ไม่ต้องมาอยู่เวรในช่วงวันสงกรานต์เช่นวันนี้
สำหรับผม ผมกลับมองว่าเป็นโชคดีนะ เพราะมาแบบสบาย ๆ เตรียมชุดมา 1 ชุด แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายกับคนจำนวนมาก ๆ ด้วย เงียบ สงบดี ทำไรก็ได้ เมื่อวานมาถึง ก็มีโอกาสไปสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ที่ลานคนเมือง ได้ไปไหว้พระวัดสุทัศน์ ได้เดินดูกิจกรรมในวัดที่น่าสนใจเยอะแยะ นี่ถ้าไม่ได้มาอยู่เวรก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้แน่ ๆ การหลับนอนก็สบาย ๆ ไม่ซีเรียสอะไร ได้บันทึกอนุทินเกี่ยวกับการเป็นคนสบาย ๆ ในนี้ครับ แถมตอนเช้าตื่นมาก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ไม่ต้องกลัวใครจะมาทำงาน อาบน้ำเสร็จ กินกาแฟแก้วนึง มีโอกาสได้สรงน้ำ ศาลหลวงปู่มงคลประสาท และศาลเจ้าพ่อเพ่งนั้มกิมไซ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ไม่งั้นนะ ปีก่อน ๆ ก็รอจะมาสรงน้ำตอนเปิดงาน พอเปิดงานมาก็ลืม ไม่ได้สรงน้ำศาลทั้งสอง แต่ปีนี้นับว่าโชคดีมาก ๆ
นี่เสียดายนะที่บ้านเมืองวุ่นวาน มีพวกคนบ้า ๆ บอ ๆ ประเภท โง่ โหด เลว ชั่ว ฯลฯ มาป่วนบ้านป่านเมือง ทำให้การจัดงานสงกรานต์ไม่สนุกเท่าไหร่ แต่อย่างน้อย อาณาเขตบริเวณของ กทม. ก็พอจะหาสิ่งดี ๆ และพอให้ชื่นใจได้บ้าง การเดินดูงาน และไหว้พระ เมื่อวาน ผมจึงได้ทำเป็นภาพเคลื่อนไหวมาบันทึกไว้ด้วย
Posted in เรื่องของ (ผม) แบงค์ on 03/17/2010 10:21 pm by admin

14 มีนาคม 53 เป็นวันที่ได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร มอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่ออุทิศบุญและกุศลให้แก่ผู้มีพระคุณทุกท่าน มี พ่อลุง ป้าน้อย พ่อ แม่ แม่ชี เป็นต้น และทุก ๆ ท่านที่อนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย…